ประโยชน์จากการตรวจสุขภาพ : ตา


      ...
      ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาทางสายตา หรือ ลดความรุนแรงของสุขภาพตาได้ทันท่วงที สามารถป้องกันและลดความรุนแรงที่ทำให้ถึงขั้น ตาบอด อันนำไปสู่ความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน คุณภาพชีวิตย่ำแย่ ในบางรายอาจถึงขั้นขาดสังคมไม่ยอมออกสู่สังคม เพราะเกรงจะทำให้คนรอบข้างลำบาก ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดคือ สังเกตความรู้สึกของตนเองที่ทำให้มีปัญหาทางสายตา เช่น พล่ามัว มองไม่เห็น แสบตา ตามีเส้นเลือด มีต้อกระจก ต้อหิน
 
อาการผิดปกติที่บ่งบอกให้ไปตรวจสุขภาพตา
     เพราะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นการเตือนให้เราไปรับการตรวจจากแพทย์ ซึ่งสำหรับอาการผิดปกติของดวงตาที่เราควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติ  ได้แก่ 

      1. ความผิดปกติของการมองเห็น  เช่น
      - ตามัวลง  ไม่ว่าจะเป็นเพราะเคยมองเห็นได้ดีกว่านี้ หรือ มองเห็นได้น้อยกว่าผู้อื่นในวัยเดียวกัน ,เคยมองเห็นป้ายหรือสิ่งของในระยะนี้ แต่ปัจจุบันมองไม่ชัดเท่าเดิม  เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปต้องคอยทดลองตาทั้ง 2 ข้าง ด้วยการปิดตาเพื่อเทียบการมองเห็นจากตา 2 ข้าง เพราะมีอยู่บ่อยมากที่ผู้ป่วยไม่ทราบว่า มองเห็นข้างเดียวมานาน เพราะตาที่เป็นโรคมัวลงอย่างช้าๆ จนเจ้าตัวไม่ได้สังเกต
      - เห็นภาพบิดเบี้ยว อาจจะเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนหรือคนใกล้เคียง หรือเกิดจากความรู้สึกของตนเองที่เปลี่ยนไปของสายตาจากเดิม เห็นเส้นตรงเป็นโค้งหรือหงิกๆ งอๆ มักเป็นตาเดียว ซึ่งอาจทดสอบด้วยตัวเองโดยเทียบกับตาข้างดี อาการอย่างนี้จะบ่งถึงว่ามีความผิดปกติของจอประสาทตาส่วนกลาง (macula)
      - เห็นภาพขาดหายไป เช่น มองหน้าคนไม่เห็นลูกตา หรือมองภาพคล้ายๆ ใครเอาผ้าม่านมาปิดบางส่วน หรือเห็นภาพดำๆ ตรงกลาง อาการแบบนี้เป็นความผิดปกติของลานสายตา บางคนอาจมาด้วยลานสายตาซีกขวาไม่เห็น หรือมาด้วยอาการมักจะเดินชนวัตถุที่มาทางด้านขวา เป็นต้น ภาวะดังกล่าวอาจเกิดจากความผิดปกติของจอประสาทตา ประสาทตา ตลอดจนสมอง
      - มองเห็นวัตถุข้างหน้าเป็น 2 อัน หรือหลายอัน เช่น คนสูงอายุเห็นดวงจันทร์สองดวง หรือหลายดวง อันเนื่องมาจากโรคต้อกระจก หรือผู้ป่วยมีเนื้องอกในโพรงจมูก เกิดอาการมึนงง เพราะเห็นคนเดียวข้างหน้าเป็น 2 คน จากกล้ามเนื้อตาผิดปกติ เป็นต้น
      - เห็นจุดดำๆ หรือตัวแมลง หรือเป็นเส้นๆ ลอยไปมา แสดงถึงมีพยาธิสภาพของน้ำวุ้นตา ตลอดจนเห็นแสงคล้ายๆ แฟลชเป็นบางครั้ง บ่งถึงอาจมีความผิดปกติของจอประสาทตา ฯลฯ

      2. ตาแดง เป็นอาการที่สำคัญอันหนึ่งอาจพบในโรคเยื่อบุตาอักเสบ ต้อลม ต้อเนื้อ ซึ่งไม่อันตราย รักษาได้ง่ายหรืออาจหายเองได้ ตลอดจนตาแดงจากโรคที่รุนแรง เช่น ต้อหินเฉียบพลัน ม่านตาอักเสบ การอักเสบภายในลูกตา ฯลฯ ซึ่งหากรักษาช้าหรือไม่รับการรักษา จะทำให้ตาบอดได้ ผู้มีอาการตาแดงจึงควรปรึกษาแพทย์

     3 . ปวดตา เจ็บตา ร่วมกับมีหรือไม่มีขี้ตา บ่งถึงมีความผิดปกติภายในหรือรอบๆ บริเวณเบ้าตา

      4. ปวดศีรษะบ่อยๆ ในบางรายอาจเป็นอาการแสดงของสายตาผิดปกติ หรือมีการอักเสบของเบ้าตา 
ตลอดจนการใช้สายตาผิดๆ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายๆ ชั่วโมง เป็นต้น
 
 
การเตรียมตัวเพื่อรับการตรวจตา
     - ไม่ควรทาขอบตา ไม่ว่าจะเป็นมาสคารา อายแชโดว์ ตลอดจนเครื่องสำอางต่างๆ มากมายบริเวณตาใน
วันที่มาตรวจ
      - นำยาที่ใช้อยู่มาด้วย เพราะผู้ป่วยบางรายมีการทดลองใช้ยาบางตัวมาก่อน แพทย์จะได้พิจารณาว่ายาที่มีอยู่สามารถใช้ต่อได้หรือไม่ เพราะยารักษาโรคบางตัวอาจเป็นต้นเหตุของโรคตาได้
      - นำแว่นสายตาที่ใช้อยู่มาด้วย เพื่อให้แพทย์ตรวจเช็คว่า แว่นที่ใช้อยู่นั้นเหมาะกับสายตาเราหรือไม่
      - ควรหยุดใช้คอนแทคเลนส์ 1-2 สัปดาห์ล่วงหน้า รวมถึงงดใส่คอนแทคเลนส์ในวันมาตรวจตาด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การวัดสายตาหาค่าความผิดปกติครั้งใหม่ทำได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากการถอดคอนแทคเลนส์ใหม่ๆ (หากมีการใช้คอนแทคเลนส์ทุกวัน) แล้วตรวจตาเลย จะได้ค่าสายตาที่ไม่ถูกต้อง เพราะตัวคอนแทคเลนส์อาจเปลี่ยนความโค้งของกระจกตาชั่วคราว ทำให้ค่าสายตาผิดพลาด 
      - แจ้งให้หมอทราบ ถึงประวัติแพ้ยา โรคทางกาย ยาที่รักษาโรคทางกาย ตลอดจนโรคตาที่รักษาอยู่ เช่น บางท่านอาจเป็นโรคต้อหิน แล้วใช้ยารักษาประจำอยู่
      - หลีกเลี่ยงการขับรถมาพบแพทย์ด้วยตนเอง โดยต้องมีญาติมาเป็นเพื่อน ในกรณีที่สายตาไม่สามารถใช้การมองเห็นได้ในปกติ หากอยู่คนเดียว ควรโทรศัพท์หาญาติหรือเพื่อนให้ร่วมเดินทางมากด้วย 
ที่มา:

 
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 
©2555, โรงพยาบาลองค์การบริหาร่ส่วนจังหวัดภูเก็ต
18, 20 ถ.อนุภาษภูเก็ตการ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83000 โทรศัพท์: 076 358888 โทรสาร: 076 354817 สายด่วน: 1131